ดาวน์โหลดโปรแกรมฟรี
       
   สมัครสมาชิก   เข้าสู่ระบบ
ไทยแวร์รีวิว
 

12 ข้าวของเครื่องใช้ รอบตัวเรา ที่คุณอาจจะไม่รู้ว่า NASA เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมขึ้นมา

12 ข้าวของเครื่องใช้ รอบตัวเรา ที่คุณอาจจะไม่รู้ว่า NASA เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมขึ้นมา
ภาพจาก : https://spinoff.nasa.gov/Learning-to-Code-with-NASA-Data
เมื่อ :
|  ผู้เข้าชม : 6,284
เขียนโดย :
0 12+%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89+%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2+%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2+NASA+%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2
A- A+
แชร์หน้าเว็บนี้ :

12 ของใช้รอบตัว ที่คุณอาจไม่รู้ก่อนว่ามาจาก NASA

รอบตัวเราในปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย คุณอาจจะแปลกใจหากได้รู้ว่าเทคโนโลยีหลายอย่างที่เราใช้งานกันเป็นประจำในชีวิตประจำวันนั้น ถูกคิดค้นพัฒนาขึ้นมาโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Aeronautics and Space Administration - NASA) หรือที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า "นาซ่า" ไม่น่าจะมีคนที่ไม่รู้จักองค์กรนี้เนอะ

ในขั้นตอนการวิจัยด้านอวกาศ มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ NASA ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ระหว่างการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ และช่วยให้นักบินอวกาศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเทคโนโลยีที่ NASA ได้ทุ่มเงินลงไปวิจัยก็มีทั้งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหลายเทคโนโลยีก็ไม่ได้ถูกใช้แค่บนอวกาศเท่านั้น มันถูกนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ให้ทุกคนบนโลกได้ใช้งานด้วย

แม้แต่ผู้ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราก็เชื่อว่ามีสิ่งที่ NASA คิดค้นขึ้นมาวางอยู่ในรัศมีรอบตัวคุณอยู่บ้างอย่างแน่นอน มาอ่านกันหน่อยดีกว่า ว่ามีอะไรอยู่บ้าง ? อนึ่ง สิ่งที่ NASA คิดค้นขึ้นมามีจำนวนมากมาย ในบทความนี้เราจะหยิบยกมาเฉพาะสิ่งที่น่าจะอยู่รอบตัวเราเท่านั้น

เนื้อหาภายในบทความ

  1. กล้องดิจิทัลในสมาร์ทโฟน
    (Smartphone Camera)
  2. เมมโมรี่โฟม
    (Memory Foam)
  3. หูฟังไร้สาย
    (Wireless Headphone)
  4. โน้ตบุ๊กแบบฝาพับ
    (Clamshell Notebook)
  5. เลนส์กันรอยขีดข่วน และป้องกันแสง UV
    (Scratch-Resistant and UV Protective Lenses)
  6. นวัตกรรมไฟ LED
    (LED Innovation)
  7. เทอร์โมมิเตอร์แบบอินฟราเรด
    (Infrared Thermometer)
  8. อาหารแห้งแบบแช่แข็ง
    (Freeze Drying Food)
  9. นมผงสำหรับเด็ก ที่มีคุณภาพสูง
    (Better Baby Formula Fortifying Milk)
  10. เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย
    (Cordless Vacuum Cleaner)
  11. เครื่องตรวจจับควัน
    (Smoke Detector)
  12. การจัดฟันแบบใส
    (Invisalign)

1. กล้องดิจิทัลในสมาร์ทโฟน
(Smartphone Camera)

กล้องดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้การถ่ายรูปเป็นเรื่องสนุก และทุกคนสามารถถ่ายได้โดยไม่ต้องคิดมาก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าฟิล์มอีกต่อไป อีกทั้ง กล้องดิจิทัลยังกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มีบนสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในยุคนี้

เชื่อหรือไม่ว่าเซนเซอร์ของกล้องดิจิทัลส่วนใหญ่ที่เราใช้งานกันในปัจจุบันนี้ ก็มาจากงานวิจัยของ NASA

ในยุคเริ่มต้นของกล้องดิจิทัล จะใช้เซนเซอร์แบบ Charge-Coupled Device (CCD) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นโดย Kodak and AT&T Bell Labs ในการบันทึกภาพ การบันทึกภาพบนยานอวกาศในยุคนั้นก็ใช้กล้อง CCD ในการถ่ายภาพ

แต่ Eric R. Fossum นักฟิสิกส์ และวิศวกรชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ในทีม Jet Propulsion Lab (JPL) ของ NASA ได้เชื่อว่าน่าจะมีวิธีบันทึกภาพที่ดีกว่า CCD อยู่ เขานำเอาเทคโนโลยี Active-Pixel Sensor (APS) ที่บริษัท Olympus และ Toshiba เคยสร้างเอาไว้ มาวิจัยต่อ ปรับปรุงจนได้ออกมาเป็นเซนเซอร์แบบใหม่ที่เรียกว่า Complementary Metal-OIxide-Semiconductor หรือเซนเซอร์ CMOS นั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม : เซนเซอร์กล้องดิจิทัล กับ เซนเซอร์กล้องมือถือสมาร์ทโฟน ต่างกันอย่างไร ? และตัวเลขพิกเซลของกล้องมาจากไหน ?

เซนเซอร์ CMOS นั้นมีข้อดีหลายอย่าง และกลายเป็นมาตรฐานหลักที่กล้องดิจิทัลส่วนใหญ่เลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นในกล้องดิจิทัล, กล้องบนสมาร์ทโฟน, กล้องติดรถยนต์, กล้องรักษาความปลอดภัย หรือ GoPro ต่างก็ใช้เซนเซอร์ CMOS ทั้งนั้น

อนึ่ง CCD เซนเซอร์นั้นให้คุณภาพของภาพนิ่งที่ดีมาก แต่ CMOS มีความเร็วที่สูงกว่า และใช้พลังงานในการทำงานน้อยกว่า และในปัจจุบัน CMOS ก็ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพของภาพถ่ายดีไม่แพ้ CCD แล้ว

กล้องดิจิทัลในสมาร์ทโฟน (Smartphone Camera)
ภาพจาก : https://asia.canon/en/campaign/cmos-image-sensors

2. เมมโมรี่โฟม
(Memory Foam)

พวกชุดเครื่องนอนไม่ว่าจะเป็นหมอน, เตียง หรือแม้แต่ในเบาะรถยนต์ ถ้าเป็นสินค้าในกลุ่มพรีเมียม เน้นด้านสุขภาพด้วยแล้ว คุณน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากับวัสดุอย่าง เมมโมรี่โฟม (Memory Foam) กันมาบ้างอย่างแน่นอน ความนุ่มสบาย แต่ไม่เสียทรงของมัน รู้หรือไม่ว่า ? เกิดขึ้นได้จากเทคโนโลยีของ NASA

ย้อนกลับไปในช่วงปี  ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) NASA ได้พัฒนาวัสดุที่เรียกว่า "Temper Foam" ขึ้นมา โดยมันมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถยุบตัวเพื่อให้สอดรับกับสรีระร่างกายของนักบินทดสอบ ถูกใช้ในเครื่องบินของ NASA และภายหลัง NASA ก็นำ Temper Foam ไปใช้บนยานอวกาศด้วย เพื่อปกป้องร่างกายของนักบินจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นในขณะที่ปล่อยยานอวกาศ และแรงกระแทกในตอนที่กลับสู่พื้นโลก

Temper Foam ได้รับการปรับปรุงสูตรตามมาอีกหลายเวอร์ชัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปรับปรุงให้มีความเป็นฉนวนกันความร้อนลดลง เพื่อให้ถ่ายเทอุณหภูมิได้ดีขึ้น และสุดท้ายก็กลายมาเป็น Memory Foam ในที่สุด ซึ่งวัสดุนี้ก็ได้แพร่หลาย เนื่องจากมันมีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่น คืนรูปได้ ซึ่งเหมาะสมกับการทำเป็นเครื่องนอน และเบาะนั่งเป็นอย่างมาก

เมมโมรี่โฟม (Memory Foam)
Memory Foam
ภาพจาก : https://www.heeluxe.com/the-memory-foam-myth/

3. หูฟังไร้สาย
(Wireless Headphone)

ในยุคที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ไม่ให้ช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 มม. มาแล้ว สะท้อนภาพให้เราเห็นได้เป็นอย่างดีว่า ความนิยมในการใช้งานหูฟังไร้สายนั้นถูกใจผู้บริโภคมากขนาดไหน จากเดิมที่ใช้กันแค่ในหมู่นักธุรกิจ แต่ตอนนี้มันเป็นของที่ไม่ว่าใครก็ใช้งานกัน

ย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) สถาบันวิจัย ITT Labs ได้รับการติดต่อจาก NASA ซึ่งเป็นพันธมิตรกันให้ช่วยพัฒนาวิทยุสื่อสารแบบไร้สาย เพื่อให้นักบินอวกาศสามารถใช้ติดต่อสื่อสารได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาแค่วิทยุสื่อสารที่อยู่บนยานอวกาศเพียงอย่างเดียว การพัฒนาในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพราะก่อนหน้านั้น Gus Grissom นักบินอวกาศในโครงการ Mercury เกือบเสียชีวิตจากอุบัติเหตุน้ำท่วมภายในแคปซูลกู้ชีพ เพราะเขาไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้ เนื่องจากวิทยุสื่อสารของตัวแคปซูลเกิดความเสียหาย

ITT Labs ได้ร่วมกับบริษัท Planctronics ในการพัฒนาหูฟังสื่อสารสำหรับงานนี้ โดยนำเอาหูฟังรุ่น MS50 ของ Planctronics มาปรับปรุงใหม่ จากนั้นทาง NASA ก็ใช้เวลา 11 วัน ในการดัดแปลงจับเจ้า MS50 ฝังเข้าไปในหมวกของนักบินอวกาศ เพื่อให้ใช้สื่อสารได้อย่างสะดวกสบาย

หลังจากนั้น ทาง NASA ได้ตกลงเป็นพันธมิตรร่วมกับ Planctronics เพื่อช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับหูฟังอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับลดขนาด, ปรับปรุงคุณภาพของการสื่อสารไร้สาย, ระบบตัดเสียงรบกวน ฯลฯ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ได้วางรากฐานสำคัญ ให้กับหูฟังแบบไร้สายที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน

หูฟังไร้สาย (Wireless Headphone)
Plantronics MS50 ที่ใช้ในภารกิจเหยียบดวงจันทร์ของยาน Apollo 11
ภาพจาก : https://www.santacruzsentinel.com/2019/07/15/poly-celebrates-its-role-in-apollo-11s-launch-to-the-moon/

4. โน้ตบุ๊กแบบฝาพับ
(Clamshell Notebook)

ถึงแม้ว่า NASA จะไม่ใช่ผู้คิดค้นคอมพิวเตอร์แบบพกพาเป็นรายแรก แต่ก็เป็นผู้ที่ทำให้ดีไซน์แบบ Clamshell กลายเป็นมาตรฐานการออกแบบของโน้ตบุ๊กมาจนถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในสมัยที่คอมพิวเตอร์แบบพกพาเริ่มเปิดตัวในท้องตลาด ทาง NASA ได้ติดต่อไปยังบริษัท GRiD Systems Corp ให้ช่วยปรับปรุงเครื่อง GRiD Compass ให้มีความทนทาน เหมาะกับการใช้งานบนอวกาศได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับ NASA เป็นอะไรที่ทุกบริษัทต้องการอยู่แล้ว โครงการ Shuttle Portable On-Board Computer หรือ SPOC จึงได้เริ่มต้นขึ้น

GRiD Compass ออกแบบมาแบบ Clamshell ให้หน้าจอสามารถพับเก็บลงเหนือคีย์บอร์ดเพื่อปกป้องหน้าจอจากแรงกระแทกได้ และยังมีการใส่พัดลมเข้าไปในเครื่องเพื่อช่วยระบายความร้อน มันเป็นอะไรที่ใหม่มาก ณ เวลานั้น ไม่ว่าจะเรื่องดีไซน์แบบ Clamshell หรือการใส่พัดลมเข้าไปด้วย เพราะยุคนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่แรงมาก มันไม่ได้ร้อนจนต้องมีพัดลมมาช่วยระบายความร้อนออกจากตัวเครื่อง

โครงการ SPOC สำเร็จไปได้ด้วยดี ภาพที่นักบินอวกาศ John O. Creighton ถือเครื่อง GRiD Compass อยู่นอกโลก ทำให้ดีไซน์แบบ Clamshell กลายเป็นภาพจำของคอมพิวเตอร์พกพา และยังไม่มีดีไซน์อื่นที่ได้รับการยอมรับมากกว่านี้มาจวบจนปัจจุบัน

โน้ตบุ๊กแบบฝาพับ (Clamshell Notebook)
John O. Creighton ขณะที่ถือเครื่อง GRiD Compass
ภาพจาก : https://spectrum.ieee.org/nasas-original-laptop-the-grid-compass

GRiD Compass ถูกนำไปใช้บนอวกาศเป็นครั้งแรกในวันที่  28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526) และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง NASA ใช้มันอย่างยาวนานจนถึงช่วงต้นของยุค 90 มีรายงานด้วยว่าในอุบัติเหตุยาน Challenger ตกในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) เครื่อง GRiD Compass นั้นรอดมาได้ แถมยังใช้งานได้ต่ออีกด้วย

5. เลนส์กันรอยขีดข่วน และป้องกันแสง UV
(Scratch-Resistant and UV Protective Lenses)

หากคุณใส่แว่นที่มีเลนส์คุณภาพสูงสามารถกันรอยขีดข่วนได้ หรือแว่นกันแดดที่มีความสามารถกรองแสง UV ได้ แม้แต่หมวกที่ช่างเชื่อมเหล็กใช้ เราอยากจะบอกว่านี่ก็เป็นเทคโนโลยีจาก NASA เช่นกัน

ในการพัฒนาหมวกที่นักบินอวกาศใส่นั้น ทาง NASA ต้องการให้กระจกของหมวกสามารถป้องกันรอยขีดข่วนจากฝุ่นอวกาศ และป้องกันแสง UV ได้ งานนี้นักวิจัยของ NASA ก็ได้ร่วมมือกับ Foster Grant บริษัทผลิตเลนส์แว่นตา ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา ในช่วงต้นของปี ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) ทาง Theodore Wydeven นักวิจัยจากสถาบันวิจัย Ames Research ของ NASA ได้คิดค้นสารเคลือบที่สามารถป้องกันรอยขีดข่วนขึ้นมาได้สำเร็จ ซึ่งในภายหลังจากที่ใช้ในภารกิจอวกาศแล้ว สารดังกล่าวก็เริ่มถูกนำมาใช้กับแว่นตาของ Foster Grant ด้วย และจากนั้นมันก็แพร่หลายไปยังทุกอย่างที่ต้องการป้องกันรอยขีดข่วน

เลนส์กันรอยขีดข่วน และป้องกันแสง UV (Scratch-Resistant and UV Protective Lenses)
หมวกของนักบินอวกาศ
ภาพจาก : https://www.spacefoundation.org/space_technology_hal/scratch-resistant-lenses/

6. นวัตกรรมไฟ LED
(LED Innovation)

แม้ว่า NASA จะไม่ใช่คนที่คิดค้น LED ขึ้นมา เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า LED นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน Nick Holonyak, Jr. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)

แต่สิ่งที่ NASA ทำคือการทุ่มเงินลงทุนจำนวนมหาศาลให้กับสถาบันที่วิจัยเทคโนโลยี LED ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไฟ LED สำหรับใช้ในการปลูกพืชบนอวกาศ, แสงอินฟราเรดสำหรับรักษาบาดแผล, แสงกับนาฬิกาชีวิต ฯลฯ 

จากงานวิจัยที่ทาง NASA ได้ทุ่มเงินลงทุนให้ไป ทำให้การเติบโตของไฟ LED เป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้ประโยชน์จากแสงมาช่วยในการนอนก็เป็นผลมาจากงานวิจัยเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

นวัตกรรมไฟ LED (LED Innovation)
ภาพจาก : https://www.nasa.gov/directorates/spacetech/spinoff/NASA_Research_Boosts_LED_Lamps_for_Home_and_Garden

7. เทอร์โมมิเตอร์แบบอินฟราเรด
(Infrared Thermometer)

การวัดไข้ในเด็กด้วยเทอร์โมมิเตอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และหากไม่ทำความสะอาดให้ดีก็อาจมีปัญหาด้านสุขอนามัยด้วย แต่ในยุคนี้ เราสามารถวัดไข้ได้ง่าย ๆ ด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบอินฟราเรดกันแล้ว

เทคโนโลยีเทอร์โมมิเตอร์แบบอินฟราเรดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ NASA, Diatel Corporation และ JPL โดยอาศัยเทคโนโลยีอินฟราเรดที่ทาง NASA ใช้ในการวัดแหล่งพลังงานในอวกาศ มาดัดแปลงเป็นการอ่านค่าอุณหภูมิความร้อนของร่างกายมนุษย์แทน พัฒนาจนมาเป็นปืนวัดอุณหภูมิอย่างที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันนี้

เทอร์โมมิเตอร์แบบอินฟราเรด (Infrared Thermometer)
ภาพจาก : https://www.flir.com/products/ir200/

8. อาหารแห้งแบบแช่แข็ง
(Freeze Drying Food)

เสบียงอาหารที่ส่งขึ้นไปบนยานอวกาศ จะถูกผ่านการถนอมอาหารให้เก็บรักษาได้อย่างยาวนานด้วยเทคนิคการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Drying) แม้เราคงจะไม่ได้ซื้ออาหารแห้งแบบแช่เยือกแข็งมากินกันบ่อยนัก อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า NASA ได้วิจัย และพัฒนาวิธีการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นมาหลากหลายวิธี

โดย NASA ทุ่มงบประมาณจำนวนมากให้กับการวิจัยวิธีทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งจนประสบความสำเร็จ มันแตกต่างจากการทำแห้งด้วยการใช้ความร้อนทั่วไป ด้วยการใช้ความเย็นสูงทำให้วัตถุดิบแข็งตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้แรงดันทำให้น้ำแข็งในตัววัตถุดิบเกิดการระเหิดหายไป แต่ก็ยังอาจจะมีความชื้นหลงเหลืออยู่ ก็จะใช้ความร้อนที่สูงขึ้นทำให้ความชื้นหมดไป

ซึ่งเทคนิคนี้จะทำให้คุณค่าทางสารอาหาร, เนื้อเยื่อ และโครงสร้างของอาหารแทบจะไม่ได้รับความเสียหายเลย แค่เอามันออกมาละลาย หรือจุ่มลงในนมร้อน ๆ มันก็จะคืนสภาพสดใหม่ได้ทันที เนื้อสัตว์ที่ขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตที่บรรจุเป็นแพ็คแล้วแช่แข็งเอาไว้ ก็ผลิตด้วยเทคนิคทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งนี่แหละ

งานวิจัยชิ้นนี้ ยังมีประโยชน์ช่วยให้ อุตสาหกรรมอาหาร และยาหลายชนิด สามารถเก็บรักษาคุณภาพไว้ได้อย่างยาวนาน รวมถึงทำให้การส่งออกอาหารเติบโตมากขึ้นด้วย

อาหารแห้งแบบแช่แข็ง (Freeze Drying Food)
ภาพจาก : https://harvestright.com/commercial-freeze-dryer/

9. นมผงสำหรับเด็ก ที่มีคุณภาพสูง
(Better Baby Formula Fortifying Milk)

NASA ไม่ได้ผู้ที่คิดค้นนมผงสำหรับเด็กขึ้นมา แต่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการปรับปรุง เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารต่าง ๆ ที่นักบินอวกาศใช้รับประทานขณะปฏิบัติภารกิจนอกโลก

ในปี ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) ทาง NASA ได้ร่วมมือกับบริษัท Martin Marietta Corporation ทำการวิจัยสาหร่ายขนาดเล็กชนิดหนึ่ง โดยหวังว่าจะสามารถใช้มันเป็นอาหาร, ผลิตออกซิเจน และกำจัดของเสียได้ เพื่อให้นักบินอวกาศสามารถมีเวลาในการปฏิบัติภารกิจนอกโลกได้ยาวนานยิ่งขึ้น

มีการค้นพบความรู้ใหม่ ๆ มากมายในขั้นตอนการวิจัยนี้ อย่างการค้นพบวิธีสังเคราะห์กรดไขมันที่จำเป็นอย่าง Docosahexaenoc acid (DHA) จากสาหร่าย, การสังเคราะห์กรดไขมัน Arachidonic acid (ARA) จากเชื้อรา ซึ่ง DHA นั้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมอง ส่วน ARA จะช่วยพัฒนาระบบประสาท และประสาทตา

หลังจากนั้น DHA ได้มีส่วนเป็นอย่างมากในการปรับปรุงสูตรนมผงสำหรับเด็กทารกให้มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น เวลาที่คุณไปเลือกซื้อนมผง ถ้าเห็นว่าเป็นสูตรที่มีสาร DHA ก็มั่นใจได้เกือบ 100% เลยว่า เป็นสาร DHA ที่สกัดมาจากสาหร่าย

นมผงสำหรับเด็ก ที่มีคุณภาพสูง (Better Baby Formula Fortifying Milk)
ภาพจาก : https://plusaround.com/เอนฟาแล็ค-เอนฟาโกร/

10. เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย (Cordless Vacuum Cleaner)

เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย (Cordless Vacuum Cleaner) แบบที่มีแบตเตอรี่ในตัว ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ล้ำสมัยเท่าไหร่นัก เพราะมันก็มีขายกันอย่างดาษดื่น ราคาเริ่มต้นแค่เพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น แต่จุดเริ่มต้นของมันก็มาจากไอเดียของ NASA เมื่อหลายสิบปีก่อน

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ทาง NASA ได้ติดต่อไปยังบริษัท Black & Decker ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องมือช่าง ให้ช่วยผลิตเครื่องมือช่างที่มีแบตเตอรี่อยู่ในตัว สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก ซึ่งเป็นไอเดียที่ในยุคนั้นยังไม่มีใครทำมาก่อน โดย NASA ต้องการสว่านไฟฟ้าเพื่อไปขุดเจาะเก็บตัวอย่างดิน และหินจากดวงจันทร์กลับมาวิจัยยังพื้นโลก ผลจากการทำงานร่วมกันในครั้งนั้น ทำให้ Black & Decker สามารถสร้างมอเตอร์ขนาดเล็กที่มีรอบหมุนสูงขึ้นมาได้สำเร็จ ซึ่งมอเตอร์ดังกล่าวได้กลายเป็นมอเตอร์หลักในอุปกรณ์ช่างต่าง ๆ และทำให้มีเครื่องดูดฝุ่นไร้สายตัวแรกของโลกออกมาวางจำหน่ายในท้ายที่สุด

เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย (Cordless Vacuum Cleaner)
เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dustbuster ของ Black & Decker 
https://www.uspto.gov/learning-and-resources/journeys-innovation/historical-stories/moondust-and-marketing-magic

11. เครื่องตรวจจับควัน (Smoke Detector)

เครื่องตรวจจับควันไอออไนซ์ (Ionization Smoke Detector) เป็นเครื่องตรวจจับควันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เทคโนโลยีที่ใช้ในเครื่องตรวจจับควันชนิดนี้ เกิดขึ้นมาได้จากความร่วมมือระหว่าง NASA และ Honeywell ในปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513)

ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะทาง NASA ต้องการสร้างระบบแจ้งเตือนอัคคีภัยในสถานีอวกาศ Skylab ที่จะต้องตรวจจับไฟได้ แต่แม่นยำ ไม่แจ้งเตือนผิดพลาดจากไฟอื่น ๆ ที่ไม่ได้ก่ออัคคีภัย

มีการนำเซนเซอร์ตรวจจับหลายชนิดเข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหา โดยใช้ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับควัน, ตรวจจับความร้อน, ตรวจจับคาร์บอนมอนอกไซด์, เซนเซอร์วิเคราะห์ภาพ, เซนเซอร์อินฟราเรด ฯลฯ

แน่นอนว่าในเครื่องตรวจจับควันสำหรับลูกค้าทั่วไป อาจจะไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากมายขนาดนั้น มันถูกนำมาใช้แค่บางส่วนเท่านั้น

เครื่องตรวจจับควัน (Smoke Detector)
ภาพจาก : https://www.howtogeek.com/831363/these-nasa-innovations-are-all-around-us-everyday/#autotoc_anchor_7

12. การจัดฟันแบบใส (Invisalign)

เมมโมรี่โฟม กับอาหารแห้งแบบแช่เยือกแข็ง น่าจะเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่การจัดฟันแบบล่องหน และรีเทนเนอร์แบบใสอาจจะเป็นคำที่คุณไม่คุ้นชินมากนัก หากว่าคุณไม่ได้อยู่ในวงการทันตกรรม หรือต้องการจัดฟัน

วัสดุใสที่ใช้ในการจัดฟันแบบล่องหน และรีเทนเนอร์แบบใสนั้น จะถูกผลิตขึ้นจากวัสดุที่เรียกว่า Translucent Polycrystalline Alumina (TPA) ซึ่งถูกค้นพบโดย NASA ในขณะที่พยายามวิจัยหาวัสดุที่สามารถใช้ปกป้องอุปกรณ์ประเภทเรดาห์ โดยที่ไม่ทำให้สัญญาณที่ส่งทะลุผ่านอ่อนแรงลง

ต่อมาก็มีบริษัทที่นำเอา TPA นี้ มาใช้ในการทำเครื่องมือจัดฟัน แทนที่การใช้ลวดแบบดั้งเดิม

การจัดฟันแบบใส (Invisalign)
ภาพจาก : https://www.invisalign.co.th/


ยังมีอีกหลายเทคโนโลยีจาก NASA ที่เดิมทีพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ แต่ก็ถูกนำมาต่อยอดใช้กับเทคโนโลยีบนโลกนี้อีกหลายอย่าง หากสนใจสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ Spinoff.nasa เลย


ที่มา : www.howtogeek.com , www.jpl.nasa.gov , en.wikipedia.org , en.wikipedia.org , www.santacruzsentinel.com , spectrum.ieee.org , www.spacefoundation.org

 
0 12+%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89+%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2+%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2+NASA+%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2
แชร์หน้าเว็บนี้ :
Keyword คำสำคัญ »
เขียนโดย
ระดับผู้ใช้ : Admin    Thaiware
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ
 
 
 

รีวิวที่เกี่ยวข้อง

 


 

แสดงความคิดเห็น



 

รีวิวแนะนำ