ดาวน์โหลดโปรแกรมฟรี
       
   สมัครสมาชิก   เข้าสู่ระบบ
ไทยแวร์รีวิว
 

7 การออกแบบสินค้าที่ผิดพลาดของ Apple

7 การออกแบบสินค้าที่ผิดพลาดของ Apple

เมื่อ :
|  ผู้เข้าชม : 3,590
เขียนโดย :
0 7+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Apple+
A- A+
แชร์หน้าเว็บนี้ :

7 การออกแบบสินค้าที่ผิดพลาดของ Apple

ทุกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากขนาดไหนก็ตาม ก็มักจะเคยพลาดมาก่อน หรือรอวันที่พลาดให้มาถึง แม้แต่ Apple บริษัทที่ขึ้นชื่อด้านการออกแบบสินค้าได้เนี้ยบ ทั้งสวยงาม และใช้งานง่าย ก็เคยพลาดมาก่อน ไม่ได้พลาดแค่ทีเดียวแต่หลายทีเสียด้วย มาลองย้อนมองกลับไปกันหน่อยดีกว่า ว่ามีอะไรที่ Apple ได้พลั้งพลาดกันมาบ้าง

บทความเกี่ยวกับ Apple อื่นๆ

เนื้อหาภายในบทความ

  1. Magic Mouse
  2. Touch Bar in MacBook Pro
  3. Apple Pencil (รุ่นแรก)
  4. Mac Pro Late 2013 (รุ่นถังขยะ)
  5. iPhone 4
  6. Butterfly Keyboard
  7. HomePod

1. Magic Mouse

เมจิกเมาส์ (Magic Mouse)
ภาพจาก : https://www.apple.com/shop/product/MMMQ3AM/A/magic-mouse-black-multi-touch-surface

ถ้ามองแค่ดีไซน์ และลูกเล่นที่ Magic Mouse มีให้มา มันเป็นเมาส์ที่มีความหวือหวา และล้ำสมัยมาก มันเปิดตัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) แม้จะผ่านมา 14 ปีแล้ว แต่ดีไซน์ของมันก็ยังดูทันสมัยเหมือนเดิม Apple ออกแบบมาให้เป็นเมาส์ที่ไม่มีปุ่ม และใช้งานแบบสัมผัสแทนการคลิก รองรับการสั่งงานแบบ Gesture ทุกอย่างฟังดูดี แต่ในการใช้งานจริง ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่รู้สึกดีอย่างที่มันควรจะเป็นเลยสักนิด

ปัญหาของ Magic Mouse มีหลายอย่าง เช่น

  • รูปร่างที่เพรียวบางของมันขัดต่อหลักสรีระศาสตร์ จับแล้วไม่ถนัดมือ ไม่มีที่พักนิ้ว
  • เป็นเมาส์แบบไร้สาย รุ่นแรกใส่ถ่านไม่มีปัญหา แต่รุ่นปัจจุบันมีแบตเตอรี่ในตัว แต่ดันทำที่ชาร์จมาไว้ใต้เมาส์ ทำให้ไม่สามารถชาร์จไปใช้งานไปด้วยได้ แถมยังเลือกใช้พอร์ต Lightning ในการชาร์จอีกต่างหาก
  • ไม่รองรับการ "คลิกกลาง" ถ้าไม่ใช้ ซอฟต์แวร์บุคคลที่สาม (3rd-Party Software) ช่วย

จากหลายเหตุผลที่ว่ามา ทำให้เรามักจะเห็นผู้ที่พลาดซื้อ Magic Mouse มาวางมันกองอยู่ในเก๊ะเสียมากกว่า พวกเขาเลือกที่จะซื้อเมาส์ยี่ห้ออื่นมาใช้ หรือไม่ก็ซื้อ Magic Trackpad  มาใช้งานแทน

2. Touch Bar in MacBook Pro

Touch Bar ใน MacBook Pro
ภาพจาก : https://www.apple.com/th/macbook-pro-13/

ในปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) Apple ได้เปิดตัว MacBook Pro โฉมใหม่ออกมา โดยตัดปุ่มฟังก์ชันออก แล้วแทนที่มันด้วย "Touch Bar"

แนวคิดของมันก็ดูเป็นไอเดียที่เข้าท่า เป็นหน้าจอแบบสัมผัสที่แสดงเมนูเปลี่ยนไปตามลักษณะการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ นักพัฒนายังสามารถที่จะเขียนเมนูให้รองรับกับ Touch Bar ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในแอปแชท Touch Bar ก็จะแสดงอีโมจิ แต่พอเป็นอัลบัมรูป ก็แสดงเป็นสไลด์ภาพ

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ Touch Bar มันก็น้อยกว่าปุ่มฟังก์ชัน แถมเวลาจะใช้งานก็ต้องก้มมองหน้าจอ ทำให้ผู้ใช้งานที่ชินกับการพิมพ์แบบสัมผัสไม่ชินเป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันนี้ Touch Bar ก็ยังมีอยู่ใน Macbook Pro รุ่น 13 นิ้ว อยู่ ส่วนรุ่น 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว ได้นำปุ่มฟังก์ชันกลับมาเหมือนเดิม

โดยส่วนตัวมองว่าถ้า Apple คงปุ่มฟังก์ชันเอาไว้ แล้วเพิ่ม Touch Bar เอาไว้ด้านบนสุด ทุกอย่างน่าจะลงตัวนะ 

3. Apple Pencil (รุ่นแรก)

Apple Pencil (รุ่นแรก)
ภาพจาก : https://www.youtube.com/watch?v=QBntLesT-QY

ในแง่ของคุณสมบัติการทำงาน Apple Pencil รุ่นแรก ไม่ได้มีข้อบกพร่องแต่อย่างใด มันทำงานได้ดีอย่างที่มันควรจะเป็น มีค่า Latency ต่ำ, มีระบบตรวจจับอุ้งมือ, เอียงเพื่อแรเงา และรองรับแรงกดได้หลายระดับอย่างละเอียด เรียกได้ว่า Apple ทำมันออกมาได้ดีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของมันอยู่ที่การชาร์จแบตเตอรี่ โดยในการชาร์จ Apple Pencil ผู้ใช้งานจะต้องถอดฝาปิดท้ายออก ซึ่งเสี่ยงต่อการกลิ้งหาย จากนั้นก็เสียบมันเข้ากับ iPad หรือไม่ก็ใช้อะแดปเตอร์แปลงเพื่อให้ชาร์จกับสาย Lightning ได้ ซึ่งเอาจริง ๆ ไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน มันก็ดูประหลาดเสียเหลือเกิน

นอกเหนือจากเรื่องการชาร์จแล้ว ตัว Apple Pencil ยังออกแบบมาเป็นแท่งกลมที่สมบูรณ์แบบ กลิ้งง่าย พร้อมจะหล่นจากโต๊ะได้ตลอดเวลา นั่นเป็นเหตุผลสำคัญให้ Apple Pencil รุ่นสองมีการปรับดีไซน์ให้มีความเหลี่ยม และใช้การชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายแทน

น่าเสียดายที่ iPad รุ่นเริ่มต้น อย่าง iPad รุ่นที่ 9 และรุ่นที่ 10 ยังคงใช้งาน Apple Pencil รุ่นแรกอยู่ แถมราคาก็ยังค่อนข้างแพง 3,900 บาท ไม่ได้ลดลงจากเดิมมากนัก

4. Mac Pro Late 2013 (รุ่นถังขยะ)

Mac Pro Late 2013 (รุ่นถังขยะ)
ภาพจาก : https://appleinsider.com/articles/19/08/07/where-the-2013-mac-pro-went-right----and-wrong

หลังจากที่ Apple ได้เผย Mac Pro โฉมใหม่ในปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) ด้วยตัวถังทรงกระบอกสีดำ ทำให้ผู้คนที่เห็นก็ต่างบอกว่า "นี่มันถังขยะชัด ๆ" มันถูกออกแบบให้ใช้ระบบระบายความร้อนจากแกนกลาง โดยดูดลมเข้าจากทางด้านล่างของตัวเครื่อง ซึ่งแนวคิดในการออกแบบระบบระบายความร้อนนี่ก็ไม่ได้ผิดพลาดอะไร พิจารณาได้จาก Xbox Series X ที่ใช้ระบบระบายความร้อนแบบเดียวกันแต่ก็ไม่พบปัญหาอะไร

แต่น่าเสียดายที่ดีไซน์นี้ Apple มีความผิดพลาดที่ในภายหลัง Phil Schiller ประธานฝ่ายการตลาดก็ออกมายอมรับว่า "เราพยายามใช้พื้นที่ที่มีอยู่มากเกินไปจนไม่เหลือเผื่อให้กับการระบายความร้อน ด้วยการประกบกราฟิกการ์ดสองตัวเข้าไปในกระบอก" นอกเหนือจากปัญหาด้านความร้อนแล้ว Mac Pro รุ่นนี้ยังมีข้อจำกัดด้านการอัปเกรดที่ทำได้ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเดสก์ทอประดับไฮเอนด์

โชคดีที่ Mac Pro รุ่นถัดมา Apple ตัดสินใจกลับไปใช้ดีไซน์แบบกล่องที่มีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่เหมือนเดิม โดยส่วนตัวผู้เขียนก็ชอบดีไซน์ของ Mac Pro 2013 นะ ตัวบอร์ด งานประกอบทำมาประณีตสวยงามมาก แค่น่าเสียดายที่ปัญหาของมันเยอะเกินไป

5. iPhone 4

7 การออกแบบสินค้าที่ผิดพลาดของ Apple
ภาพจาก : https://www.cnet.com/pictures/iphone-4-official-picture-gallery/3/

iPhone 4 เป็นหนึ่งในรุ่นที่ผู้ใช้หลายคนให้ความเห็นว่าออกแบบมาได้อย่างสวยงาม ฝาหลังกระจกรวมกับขอบสแตนเลสทำให้มันดูหรูหรากว่าเพื่อนร่วมยุคเป็นอย่างมาก แม้แต่ในปัจจุบันนี้ มันก็ยังเป็นดีไซน์ที่ไม่ตกยุค

แต่ปัญหาของมันคือฝาหลังกระจกที่พร้อมจะแตกเสมอหากคุณทำมันหลุดมือ แต่นั่นยังพอแก้ไขได้ หากคุณใช้งานอย่างระมัดระวัง แต่ปัญหาของ iPhone 4 จริง ๆ คือ การที่มันออกแบบเสาอากาศเอาไว้ตรงขอบซ้ายล่างของตัวเครื่อง ซึ่งเมื่อผู้ใช้ถือโทรศัพท์อยู่ในมือ จะทำให้เสาสัญญาณถูกบัง ส่งผลให้คุณภาพสัญญาณลดต่ำลงเป็นอย่างมาก ในสถานที่ในเมืองที่สัญญาณแรงมันก็ไม่มีปัญหา แต่ในถิ่นทุรกันดารมันค่อนข้างส่งผลกระทบหนัก จนอาจถึงขั้นทำให้สายหลุดได้เลย

ปัญหานี้หนักถึงขั้นกลายเป็นมีม (Meme) ที่ออกมาแซวกันเลยว่า "You’re holding it wrong (คุณถือผิดวิธี)" เลยทีเดียว ในเวลานั้น Apple พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการ "แจก" เคสไอโฟนให้ผู้ใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานเอามือไปสัมผัสกับเสาสัญญาณโดยตรงจนเกิดปัญหาได้

6. Butterfly Keyboard

Apple พยายามพัฒนาให้ MacBook มีความบางมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และ Butterfly Keyboard ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ปุ่มคีย์บอร์ดนั้นบาง และทำงานได้เงียบขึ้น โดยหวังนำมาใช้งานแทน Scissor switches ที่ใช้งานอยู่เดิม

อย่างไรก็ตาม Butterfly Keyboard แม้จะบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ Apple ต้องการ มันบางลงไปหลายมิลลิเมตร ซึ่งถือว่าน่าประทับใจ เพราะสวิตช์เดิมก็บางอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ Butterfly Keyboard นั้นมีความบอบบางต่อฝุ่นเป็นอย่างมาก พอมีฝุ่นเข้าไปติดในกลไกก็ทำให้กดไม่ติดได้ง่าย ๆ จนทาง Apple ต้องออกนโยบายซ่อมแซมคีย์บอร์ดฟรีออกมาใน ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) และใน MacBook รุ่นใหม่ ๆ ก็ไม่มีการใช้งาน Butterfly Keyboard อีกแล้ว หากคุณเลือกซื้อ MacBook มือสองมาใช้งาน ก็ควรระวังในจุดนี้เอาไว้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าเลือกรุ่นที่ใช้ Butterfly Keyboard

7. HomePod

7 การออกแบบสินค้าที่ผิดพลาดของ Apple

HomePod เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์จาก Apple ที่มีศักยภาพ ด้วยขนาดที่กำลังเหมาะสม มีคุณภาพเสียงที่เหนือชั้นกว่าลำโพงประเภทเดียวกันของคู่แข่ง แต่น้อยคนที่จะซื้อมันด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง อีกทั้งมันยังจำหน่ายแค่ในบางประเทศเท่านั้นอีกด้วย

งานประกอบของ HomePod นั้นมีคุณภาพสูง, มีคุณสมบัติในการปรับแต่งเสียงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของห้องอัตโนมัติ, รองรับ Siri, ใช้เป็นลำโพงไร้สายของ iPhone, iPad, Mac และ Apple TV หรือแม้แต่การเชื่อมต่อ ​HomePod หลายตัวเข้าด้วยกันเพื่อทำระบบเสียงสเตอริโอ หรือ Dolby Atmos

แต่น่าเสียดายที่ HomePod มีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้ผู้คนลังเลที่จะซื้อมันมาใช้งาน นั่นคือมันไม่มีช่องเสียบ 3.5 มม., ไม่รองรับบลูทูธ, และในตอนที่เปิดตัวมันสามารถฟังเพลงผ่าน Apple Music ได้เพียงอย่างเดียว เมื่อรวมกับราคาที่แพงกว่าชาวบ้าน มันจึงเป็นของที่ขายไม่ออกจน Apple ถึงกับเลิกขายไปพักหนึ่ง แล้ววางจำหน่ายแค่เพียง HomePod mini แต่ถึงกระนั้นในปี ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2023) ก็เปิดตัว HomePod 2 อีกครั้ง ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าคราวนี้มันจะไปรอดหรือเปล่า


สุดท้ายแล้วสินค้าของ Apple ก็ไม่ใช่ของที่ทุกคนอยากได้เสมอไป บางอันก็ประสบความสำเร็จ แต่บางอย่างก็ไม่ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดมันก็จะมีผู้บริโภคที่อยากใช้อยู่ดี อย่างที่เราทราบกันดีว่า Apple เป็นบริษัทที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง ลองมองย้อนกลับไป เขาเป็นบริษัทแรกที่ตัดไดร์ฟ CD ออก, ตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม., เอา Wi-Fi มาใช้แทนช่อง RJ45 ฯลฯ ในก้าวแรกทุกคนร้องยี้ แต่อย่างที่เห็นกันว่าสุดท้ายก็เดินตามกันหมด แม้ว่าบางก้าว Apple จะเดินพลาด แต่ก้าวที่ประสบความสำเร็จก็เหมือนจะมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด


ที่มา : www.howtogeek.com , en.wikipedia.org , www.macrumors.com

 
0 7+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Apple+
แชร์หน้าเว็บนี้ :
Keyword คำสำคัญ »
เขียนโดย
ระดับผู้ใช้ : Admin    Thaiware
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ
 
 
 

รีวิวที่เกี่ยวข้อง

 


 

แสดงความคิดเห็น